เขื่อนทับเสลาเป็นเขื่อนขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร การผลิตไฟฟ้าและการป้องกันอุทกภัย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโครงสร้างที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหากเกิดการพังทลายหรือกรณีฉุกเฉินจากเขื่อน โดยพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้เจ้าของเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (Emergency Action Plan: EAP) เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1.เพื่อศึกษาลักษณะน้ำหลากลงอ่างเก็บน้ำที่เป็นไปได้ในรอบปีต่าง ๆ จนถึงปริมาณมากขั้นรุนแรง (Extreme Event)
2.เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการพิบัติของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะแผ่นดินไหว และโอกาสที่จะเกิดการพิบัติของเขื่อนในรูปแบบต่าง ๆ
3.เพื่อประเมินความเสี่ยงจากการพิบัติของเขื่อนในรูปแบบและกรณีต่าง ๆ ในเชิงปริมาณ(Quantitative Risk Assessment) เพื่อนำมาประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (Emergency Action Plan: EAP)
4.เพื่อศึกษาการเคลื่อนตัวของน้ำหลากและผลกระทบที่เกิดจากการระบายน้ำในรอบปีต่าง ๆ จนถึงปริมาณมากขั้นรุนแรง (Extreme Event) และกรณีเขื่อนพิบัติ โดยสภาพพื้นที่ท้ายน้ำอยู่ในสภาวะปกติ สภาวะอุทกภัย
และสภาวะอุทกภัยรุนแรง และแสดงผลในรูปแบบแผนที่ และภาพ เคลื่อนไหว อย่างน้อย 2 มิติ
5.การวิเคราะห์ความต้านทานต่อการพิบัติในกรณีแผ่นดินไหว ด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic)
6.เพื่อจัดทำเกณฑ์ความปลอดภัยเขื่อนและเพื่อการเตือนภัย จากข้อมูลเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน
7.ศึกษาออกแบบเบื้องต้นของระบบเตือนภัย ประกอบด้วย สถานที่ตั้งหอเตือนภัย ระบบโทรมาตรเพื่อการเตือนภัย เครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน รวมทั้งประมาณราคา
8.เพื่อศึกษากำหนดแนวทางการดำเนินงาน รูปแบบแผนปฏิบัติการขององค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเขื่อนและประชาชนด้านท้ายน้ำ ทั้งในกรณีสภาวะปกติ ก่อนการได้รับผลกระทบ เมื่อได้รับผลกระทบ และหลังการได้รับผลกระทบ จากเขื่อนพิบัติหรือการระบายน้ำปริมาณมาก เพื่อลดความเสียหายและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
9.เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (Emergency Action Plan: EAP) สำหรับชุมชน จากการพิบัติของเขื่อนกรณีต่าง ๆ รวมถึงกรณีเกิดอุทกภัยจากการระบายน้ำของเขื่อนในปริมาณมากเกินความจุลำน้ำด้านท้ายที่เป็นสากลและสอดคล้องกับการดำเนินงานในประเทศไทย
10.เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการเขื่อน เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ทั้งในกรณีปกติ และฉุกเฉิน และรองรับการผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างเขื่อน
งานบริการที่ปรึกษา ประกอบด้วย
1.รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้านอุทกวิทยา ข้อมูลด้านวิศวกรรมของโครงการ ข้อมูลโครงการระหว่างการก่อสร้าง และเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การพิบัติของเขื่อน
2.ดำเนินการตรวจสภาพเขื่อน สำรวจภูมิประเทศเพื่อจัดทำผังบริเวณ รูปตัดตามยาวและตามขวางของตัวเขื่อน
3.ศึกษาลักษณะของความเสียหายของเขื่อนที่อาจเกิดขึ้น ในด้านขนาด รูปร่าง ระยะเวลาในการเกิดความเสียหาย โดยใช้ข้อสมมติฐานในการวิเคราะห์และขบวนการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมและทันสมัย
4.ศึกษากราฟน้ำหลากจากการระบายน้ำมากกว่าปกติ และที่เกิดจากความเสียหายของเขื่อน โดยการศึกษาครอบคลุมปัจจัยด้านลักษณะทางเรขาคณิตและพื้นที่ผิวน้ำ ระดับน้ำด้านท้ายน้ำและปัจจัยอื่น ๆ เพื่อให้ได้กราฟน้ำหลากและค่าอัตราการไหลสูงสุด โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ ที่เหมาะสมและทันสมัย
5.ศึกษาผลกระทบจากการพิบัติของตัวเขื่อนในกรณีต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ ทั้งกรณีเกิด และไม่เกิดแผ่นดินไหว โดยครอบคลุมขอบเขตพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ การประเมินความเสียหายในรูปแบบพื้นที่ จำนวนอาคารสถานที่ ประชากรที่มีความเสี่ยง จำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นไปได้ และมูลค่าความเสียหาย
6.สำรวจภูมิประเทศในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยสำรวจเพิ่มเติมที่จำเป็น กำหนดแสดงลำน้ำ รูปตัดลำน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ ถนน และอื่น ๆ เพียงพอในการทำแบบจำลองและเตือนภัย
7.รวบรวม และสำรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยเป็นปัจจุบัน เพื่อจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน ผังเมือง แนวโน้มการพัฒนาที่ดินของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนพิบัติ และการปล่อยน้ำเป็นปริมาณมาก รวมทั้งสำรวจตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่น้ำท่วม
8.รวบรวม ตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่ DEM ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาตราส่วน 1:4,000 และสำรวจเพิ่มเติมเพื่อจัดทำแผนที่ภูมิประเทศ ในรูปแบบ Digital Map เพื่อสนับสนุนต่อการศึกษาการเคลื่อนตัวของน้ำหลาก
9.ศึกษาการเคลื่อนตัวของน้ำหลากโดยวิธีชลศาสตร์ โดยจัดหาและใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ที่มีการคำนวณโดยแสดงผลอย่างน้อย 2 มิติ และแสดงผลในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวของน้ำหลากในพื้นที่ เพื่อศึกษาสภาพพื้นที่ท้ายน้ำกรณีก่อนการเกิดการพิบัติของเขื่อน ในสภาวะปกติ สภาวะอุทกภัย และสภาวะอุทกภัยในระดับรุนแรง
10.ศึกษาพฤติกรรมและความต้านทานต่อการพิบัติ ภายใต้สภาวะแผ่นดินไหวของเขื่อนด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Method) โดยใช้แบบจำลอง 3 มิติ
11.ประเมินความเสี่ยงต่อการพิบัติของเขื่อนเป็นเชิงปริมาณ (Quantitative Risk Assessment) แสดงโอกาสเกิดการพิบัติ (Probability of Failure) และผลกระทบจากการพิบัติในกรณีต่าง ๆ
12.ศึกษาจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการเขื่อน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในกรณีปกติและฉุกเฉิน และรองรับการผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างเขื่อน โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความปลอดภัยเขื่อน และการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งเสนอเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อนที่จำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม
13.จัดทำแนวคิดและข้อเสนอแนะ (Conceptual Design) เพื่อป้องกันการพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเขื่อน
14.จัดทำแผนที่ขอบเขตน้ำท่วม (Inundation Map) จากการพิบัติของเขื่อนและการระบายน้ำ ปริมาณมาก เพื่อแสดงรายละเอียดของความลึกน้ำ ความเร็วการไหล ระยะเวลา และระดับความรุนแรงของอุทกภัยของพื้นที่เสี่ยงภัย รวมทั้งแบ่งเป็นพื้นที่ย่อย (Zone) สำหรับการวางแผนการระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
15.ศึกษาและจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (Emergency Action Plan: EAP) สำหรับชุมชน ในกรณีเกิดการพิบัติของเขื่อน รวมถึงกรณีเกิดอุทกภัยจากการระบายน้ำของเขื่อนในปริมาณมากและ จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน
16.กำหนดเกณฑ์ความปลอดภัยของเขื่อนจากเครื่องมือวัดพฤติกรรมทั้งที่ติดตั้งไว้แล้วและที่จำเป็นต้องติดตั้งเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถบ่งบอกสถานะความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนเป็นระดับได้
17.ออกแบบเบื้องต้นระบบเตือนภัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อนและประชาชนที่อาศัย ด้านท้ายน้ำ โดยอย่างน้อยประกอบด้วยสถานที่ตั้งหอเตือนภัย เครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน ระบบโทรมาตร และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นต้องติดตั้งเพิ่มเติม รวมทั้งประมาณราคา
18.จัดทำแนวทางป้องกันหรือการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยง (Risk Reduction) ทั้งการลดโอกาส (Probability) และการลดผลกระทบ (Consequence) จากการพิบัติของเขื่อนและการระบายน้ำมาก
19.ศึกษาและจัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน หน่วยงานของรัฐ ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบ
20.จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ อย่างน้อย 2 ครั้ง รวมกันไม่น้อยกว่า 200 คน
21.ถ่ายทอดความรู้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เพื่อถ่ายทอดความรู้การใช้โปรแกรมแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อจัดทำแผนที่น้ำท่วม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
22.ถ่ายทอดความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ในการจัดทำเกณฑ์เครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน
23.ถ่ายทอดความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ในการประเมินความเสี่ยงต่อการพิบัติของเขื่อน อย่างน้อย 1 ครั้ง ไม่น้อยกว่า 20 คน
24.ถ่ายทอดความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในการใช้แผนการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
25.ถ่ายทอดความรู้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมและถ่ายทอดการใช้แผนปฏิบัติการฉุกเฉิน
26.จัดทำเอกสารทางวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการประชุมหรือเผยแพร่ ด้านวิชาการของ
กรมชลประทาน
| Name of Project | งานจ้างที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (EAP) เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี |
| Location | จังหวัดอุทัยธานี |
| Client | กรมชลประทาน |
| Duration | มกราคม – ธันวาคม 2569 |
| Project Cost |
© 2020 Seatec Group. All Rights Reserved.
Designed by A Must